อย่าเสพติด Facebook ให้มากเกินไป จนไม่เป็นอันทำอะไร

facebook

มีอยู่ช่วงนึง สมัยเล่น Facebook แรกๆ
เรียกได้ว่า เสพติด กันเลยทีเดียว ตั้งหน้าตั้งตาเล่นจนไม่เป็นอันทำอะไร
และผลเสียคือ เราทำอะไร ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
เช่น ทำๆอะไรอยู่ได้สักพัก ก็ต้องมาเช็กเฟสบุ๊ก แล้วงานนั้นๆก็ไม่เสร็จสักที

ตอนนี้ผมได้เลิกการกระทำแบบนั้นมาได้เกือบปีแล้ว

โดยการเล่นทุกวันแต่เล่นวันละ สองสามครั้ง ก็พอ เอาเป็นเวลาดีที่สุด บางวันก็ไม่ได้เล่นเลย
พอไม่ได้เล่นก็เป็นปัญหาอีกแหนะ เหอะๆ
บางทีผมแค่รับแอดอย่างเดียว รับแอดเสร็จผมก็ปิดไปทำอย่างอื่นต่อ จนบางทีอีกวันสองวันมาเปิด
คนก็ไม่เข้าใจ คือมาพิมทิ้งไว้แล้ว ผมก็ไม่ได้ตอบ เค้าก็หาว่าเราไม่คุยด้วย หยิ่งอีก -_-”

ในแนวความคิดผมคือ
คนที่นั่งเล่น Facebook ทั้งวัน คือ คนที่วันๆนึงไม่ค่อยมีอะไรทำ สรุปคือว่าง อาจทำให้คนมองดูว่า เฟรนลี่ ดูเป็นมิตร
ส่วนคนที่นั่งทำงาน ซึ่งต้องคิด ต้องแก้ไขตลอด ต้องซ้อมนั่น ต้องทำนี่ จนไม่มีเวลาเล่น อาจทำให้คนมองดูว่า หยิ่ง ถามไม่ตอบ เลยต้องมานั่งรับกรรมไป
อีกอย่างมือถือผม ก็ไม่ได้สมัครแพคเกจต่อเน็ทไม่อั้น ถามว่าถ้าไม่อั้นแล้วเนี่ยจะเล่นมั้ย ก็คงเล่นเป็นบางทีเวลาเดินทางไปไหนไกลๆ
แต่พอดีเป็นคนไม่ชอบออกไปไหนด้วยสิ ชอบคิดชอบทำอะไรอยู่ในห้อง อิอิ

และบางครั้งเปิดมา เพียบเลย แล้วจะตอบหมดมั้ยเนี่ย อยากจะปิดเหลือแค่
ผมโพสได้คนเดียว ทุกคนจะได้ไม่ต้องมาน้อยใจ
บางทีการมองคนว่า ดี ไม่ดี ไม่ใช่มองจากพฤติกรรมการเล่น Facebook นะครับว่า บ่อยแค่ไหน
ซึ่งคราวหน้าเดี๋ยวผมจะมาเล่าว่าวันๆนึงทำอะไรบ้าง

facebook
facebook

เสียงร้องของมนุษย์

หลายคนๆ เสียงสูง หลายๆคนเสียง ต่ำ รู้หรือไม่ว่าทำไม
แต่ที่รู้อย่างนึง คนเสียงสูง ไม่ได้แปลว่าร้องเพลงเก่ง
william-byrd

วิลเลียม เบิร์ด (William Byrd) คีตกวีชาวอังกฤษสมัยพระนางเอลิซาเบ็ธที่หนึ่ง
ได้สดุดีเสียงขับร้องของมนุษย์ไว้ว่า
“เสียงของเครื่องดนตรีชนิดใดที่จะอาจเอื้อมมาเทียบกับเสียงขับร้องของมนุษย์ได้นั้นไม่มี”

นับย้อนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน การร้องเพลงเป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางมาก ในการแสดงละครของกรีกโบราณได้มีการร้องเพลงประกอบ หรือชาวอิสราเอลก็ใช้วิธีการร้องเพลงเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งศาสนาหลาย ๆ ศาสนาก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน เสียงของมนุษย์จัดเป็นเครื่องดนตรีที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดสามารถถ่ายทอดอารมณ์และสื่อความหมายได้ดีที่สุด การร้องเพลงเป็นสิ่งบันเทิงที่ใกล้ตัวที่สุด ประหยัดที่สุด

เสียงของมนุษย์มีลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล การที่เสียงจะมีคุณภาพเช่นไร มีความดัง เบา กังวาลหรือแหบแห้งประการใด ล้วนต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น

1. เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ความแตกต่างของโครงสร้างอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่นรูปทรง กะโหลกศีรษะ ใบหน้า โพรงจมูก เป็นปัจจัยสำคัญในการแยกแยะเสียงพูดโดยธรรมชาติของมนุษย์

2. ภาษาดั้งเดิมของชนชาตินั้น ๆ มีส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะการเปล่งเสียง

3. อวัยวะที่ก่อให้เกิดเสียงโดยเฉพาะเส้นเสียง (Vocal chord) เป็นปัจจัยชี้ขาดในการกำหนดทั้งเสียงพูดและเสียงร้องเพลงของมนุษย์ จะสังเกตได้ว่า

-เส้นเสียงยาว เสียงจะมีพิสัยที่กว้าง

-เส้นเสียงสั้น เสียงจะมีพิสัยที่ค่อนข้างแคบ

-เส้นเสียหนา เสียงจะค่อนข้างทุ้ม

-เส้นเสียงบาง เสียงจะค่อนข้างแหลม

เสียงของมนุษย์แยกได้ 2 ชนิด คือ เสียงพูดและเสียงร้องเพลง เสียงพูดนั้นโดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ลมหายใจมาก แต่เสียงร้องเพลงจำเป็นต้องใช้ลมหายใจให้เพียงพอและถูกต้องจึงจะเปล่งเสียงที่มีคุณภาพได้
เสียงพูด โดยปกติเสียงพูดของผู้ชายมีความถี่ประมาณ 145 ไซเคิลต่อวินาที เสียงพูดต่ำสุดของผู้ชายบางคนสามารถทำให้ต่ำที่สุดถึง 80 ไซเคิลต่อวินาที ส่วนเสียงพูดของผู้หญิงมีความถี่เฉลี่ยประมาณ 230 ไซเคิลต่อวินาที เสียงพูดสูงสุดของผู้หญิงบางคนสามารถทำได้ถึง 400 ไซเคิลต่อวินาที
เสียงร้องเพลง โดยปกติเสียงพูดของผู้ชายต่ำสุดได้ถึง 74 ไซเคิลต่อวินาที ของผู้หญิงสูงสุดได้ถึง 1,408 ไซเคิลต่อวินาที

ช่วงเสียงขับร้องตั้งแต่เสียงต่ำสุดของผู้ชายแต่ละคนประมาณ 12 เสียง ช่วงเสียงจากต่ำสุดถึงสูงสุดของผู้หญิงแต่ละคนก็มีประมาณ 12 เสียงเช่นเดียวกัน สำหรับช่วงเสียงขับร้องตั้งแต่เสียงต่ำสุดของผู้ชายขึ้นไปจนถึงเสียงสูงสุดของผู้หญิง มีระยะประมาณ 4 คู่แปด (Octave)
เสียงขับร้องของมนุษย์ ตามหลักสากลสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ดังนี้
1.เสียงโซปราโน (Soprano) เสียงสูงสุดของผู้หญิง

2. เสียงอัลโต (Alto) เสียงต่ำของผู้หญิง

3. เสียงเทเนอร์ (Tenor) เสียงสูงของผู้ชาย

4. เสียงเบส (Bass) เสียงต่ำของผู้ชาย

นอกจากนี้แล้วยังมีการแบ่งเสียงของมนุษย์ออกเป็น 6 ประเภท คือ ฝ่ายหญิง 3 ประเภท เรียงจากเสียงสูงไปหาต่ำ เช่น โซปราโน (Soprano) เมซโซโซปราโน (Mezzo-soprano) และอัลโต (Alto) สำหรับฝ่ายชาย 3 ประเภทเรียงจากเสียงสูงไปหาต่ำ เช่น เทเนอร์ (Tenor) บาริโทน (Baritone) และเบส (Bass) เหตุที่ต้องแบ่งเสียงออกเป็น 6 ประเภท ก็เพื่อประโยชน์ในการขับร้องออราทอริโอและการแสดงอุปรากรมากว่าอย่างอื่น

โดยปกติแล้วในวงขับร้องประสานเสียง (Chorus) จะแบ่งนักขับร้องออกเป็น 4 กลุ่มหรือ 4
แนว ดังที่กล่าวข้างต้น คือ โซปราโน อัลโต เทเนอร์ และเบส โดยใช้อักษรย่อของแต่ละระดับเสียงว่า S.A.T.B. สำหรับเสียงที่แบ่งออกเป็น 6 ประเภทนั้น ก็จะถูกนำไปรวมกับกลุ่มที่มีระดับเสียงที่ใกล้เคียงกัน คือ เสียงเมซโซโซปราโนและบาริโทน ก็ต้องเข้าไปรวมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ตนมีช่วงเสียงใกล้เคียง และจะต้องพยายามขยับเสียงของตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก หรือไม่ก็ต้องพยายามลดเสียงให้ต่ำลงมาอีกนิด ทั้งนี้ก็เพื่อให้เข้ากับกลุ่มที่ตนไปรวมด้วยนั่นเอง
นอกจากวงขับร้องประสานเสียงผสมชายหญิงแล้ว ก็ยังมีวงขับร้องประสานเสียงประเภทผู้ชายล้วน มักจะแบ่งระดับเสียงออกเป็น 4 แนว คือ แนวเทเนอร์ 2 แนว และแนวเบส 2 แนว สำหรับวงขับร้องประสานเสียงประเภทผู้หญิงล้วน มักจะแบ่งระดับเสียงออกเป็น 3 แนว คือ โซปราโน 2 แนว และอัลโต 1 แนว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของวงขับร้องประสานเสียงนั้น ๆ

battle los angeles

เป็นหนังที่เอก รอคอยมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
ดูตั้งแต่ ตัวอย่างหนัง อันแรก แค่ตัวอย่างหนังก็ดูไม่ต่ำกว่าร้อยครั้งและ
ความรู้สึกมันแบบ เมื่อไหร่จะได้ดูเมื่อไหร่จะเข้า ตั้งตารอคอยกันเลยทีเดียว
หนังอะไรมันจะสุดยอดขนาดนั้น
battle la

และเมื่อได้ดูก็ สมกับการ รอคอย
กองทัพสหรัฐ สู้กับ ต่างดาว

หนังเรื่องนี้ต้องบอกว่า สนุกมากกกก ตั้งแต่ต้นยันท้ายเรื่อง คือไม่รู้ว่า มนุษย์จะชนะ หรือ ต่างดาวจะยึดโลกสำเร็จ
เพราะแทบไม่เห็นหนทางที่จะชนะมันได้เลย

ตอนแรกว่าจะเล่า แต่ไม่ดีกว่า เดี๋ยวบางคนไม่ได้ดูแล้วมาอ่านจะไม่สนุก

แนะนำเลยว่า คอหนัง สงครามไม่ควรพลาด
คิดเล่นๆนะ เมื่อไหร่ไทยจะมีหนังสงครามรบแบบล้างผลาญสมจริงมีปืนอุปกรณ์ล้ำๆ แบบอลังการ
ประมาณ saving private ryan

เบื่อแล้วหนัง รบด้วยดาบอะ

ประโยชน์ของ งาดำ

มาแนะนำประโยชน์ของ งาดำ ดีกว่าเนอะ
เพื่อสุขภาพ อิอิ ใครไม่เคยเห็นงาดำ ก็ดูภาพข้างล่างละกัน

เคยสงสัยมั้ยว่า จะมีอยู่ช่วงนึง จะมีแต่อาหารผสมงาดำเต็มไปหมด ไม่ก็นมถั่วเหลืองผสมงาดำ
แล้วสงสัยมั้ยว่า ทำไมต้อง งาดำ แล้วงาดำ มันดียังไง มีประโยชน์ยังไง

วันนี้ก็เลยหาข้อมูลมาฝาก เผื่อคนที่ยังไม่รู้

ในงาดำ เม็ดเล็กๆนั้นเนี่ยเต็มไปด้วยประโยชน์และสารอาหารมากมาย เช่น
โปรตีน กรดอะมิโนเมทไธโอนีน แคลเซียม และ วิตามิน b1 b2 b3 b5 b6 b9
ซึ่งสารอะหารเหล่านี้ทำให้เรานอนหลับได้สนิทขึ้น เห็นอย่างนี้แล้วใครนอนไม่ค่อยหลับก็ต้องหันมากินมั่งแล้ว
ซึ่งเอกจะใช้ตัวเอกนี่แหละเป็นตัวทดลองก่อนเลย เพราะ นอนไม่ค่อยจะหลับ หลับก็หลับไม่นาน T^T
และยังทำให้เราตื่นด้วยความสดชื่น โห อะไรจะเมพปานนั้น ป้องกันเหน็บชา อาการท้องผูก บำรุงกระดูก
และบำรุงรากผม ทำให้ผมดกดำ (โอ้บำรุงผมด้วยแหะ แจ่มเลย)
ฉะนั้นเรา หันมากินงาดำกันเถอะ

งาดำ

แล้ว กินไงหละ กินอย่างนี้คงไม่อร่อยแน่ ฮ่าๆ
วันนี้เลยเอามาฝากสัก 1 สูตรละกัน เพื่อความเมพ

สิ่งที่ต้องเตรียม

– งาดำป่น (ประมาณ 1 ช้อนกินข้าว)
– งาขาวป่น (ประมาณ 1 ช้อนกินข้าว)
– ถั่วเหลืองป่น (ประมาณ 1 ช้อนกินข้าว)
– เกลือ
– น้ำตาลทรายแดง

วิธีทำน้ำงาดำ 1.

เอางาดำ งาขาว ถั่วเหลืองป่น มาผสมน้ำ (ปริมาณน้ำ ประมาณ 1 แก้วกาแฟ ต้มจนเดือดแล้วรอซักพัก ระหว่างนั้นให้คนไปด้วย

วิธีทำน้ำงาดำ 2.

ใส่น้ำตาลทรายแดงประมาณ 3 ช้อนกินข้าว ใครไม่ชอบหวานก็ไม่ต้องใส่

วิธีทำน้ำงาดำ 3.

ใส่เกลือนิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆค่ะ แค่ปลายช้อนก็พอ เพื่อให้หวานแหลมขึ้นเท่านั้น

แล้วก็กินได้เลย

คุณค่าทางอาหารของน้ำงาดำ

สารอาหารที่มีอยู่ในเมล็ดงาล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เช่น โปรตีนในงามีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ กรดอะมิโนเมธิโอนีน ในถั่วเหลืองมีกรดอะมิโนที่จำเป็นตัวนี้น้อย ชาวมังสวิรัติจึงใส่งาลงไปในอาหารถั่วเหลืองที่ปรุง เพื่อให้มีสารโปรตีนสมบูรณ์มากขึ้น
ในเมล็ดงามีน้ำมันมาก จึงสกัดออกมาเป็นน้ำมันงาที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยม คือ มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันโอเมก้า 6 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดคลอเลสเตอรอล จึงช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันไลโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งช่วยทำให้ผมดกดำ บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น

งายังมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มีมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง อีกทั้งยังมากด้วยวิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งดีต่อระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับ ร่างกายกระฉับกระเฉง พร้อมกันนั้นยังมีสารบำรุงประสาทด้วย และวิตามินอีเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต้านมะเร็ง

เลือกซื้อเมล็ดงาดำและงาขาวที่สะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปน เมื่อซึ้อมาแล้วให้เก็บใส่ขวด ปิดฝา เมื่อจะใช้ให้คั่วในปริมาณที่พอใช้ เท่านั้น เพราะถ้าคั่วทิ้งไว้กลิ่นจะไม่หอมและเหม็นหืน

วันนี้สอบแล้ว T^T

เอกเอกรู้สึกเหนื่อย กับการอดหลับอดนอนอ่านหนังสือ
แถมยังต้องทำงานควบคู่ไปด้วย
เวลาก็เหลืออยู่แค่ 10 วัน
10วันข้างหน้านี้ คงไม่ได้พักสักวัน
แถมยังมีหลายอย่างกดดันเข้ามาอีกมากมาย
เฮ้ออ..
สิวขึ้นเต็มเลย พอดีช่วงสงกราน กลับไปบ้าน
บ้านร้อนนนน สุดๆอะ
กลางวัน กลางคืน ก็ร้อนอย่างกะไมโครเวฟ
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันคงเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างด้วย
ว่ามันดูดซับความร้อนหรือกันความร้อน
ขอตัวไปเตรียมตัววอมเสียงก่อน
เพราะวันนี้ต้องเข้าไปเรียนร้องเพลง ก่อนไปสอบ
วกไปวนมา ค่ารถเอาไปจนแทบจะไม่มีจะกินแล้ว T^T

ตอนนี้หน้าโทรมอย่างแรง หน้ามันๆๆ เป็นคนหน้ามันอะ
ใครพอจะรู้บ้างว่าจะใช้โฟมล้างหน้าไรดี ทำให้หน้าไม่มันนนนนนนนนนนนนนนน
ยังไงก็ฝากทุกคนติดตามวง MaleRose กันเหมือนเดิมนะคับ

You think water moves fast?

You should see ice. It moves like it has a mind. Like it knows it killed the world once and got a taste for murder. After the avalanche, it took us a week to climb out. Now, I don’t know exactly when we turned on each other, but I know that seven of us survived the slide… and only five made it out. Now we took an oath, that I’m breaking now. We said we’d say it was the snow that killed the other two, but it wasn’t. Nature is lethal but it doesn’t hold a candle to man.

Morbi eget quam vel mauris tristique euismod sed at leo. Proin velit justo, dictum ac tempor vitae, scelerisque id odio. Praesent at libero elit, eget hendrerit sapien. Maecenas sed quam eu sapien porttitor sodales eget posuere ligula. Suspendisse potenti. In eget tortor nec nisi mattis venenatis. Duis cursus quam iaculis ante mollis non pharetra odio vulputate. Aenean a lectus at tortor ultricies rhoncus. Praesent in lorem ut risus pharetra ornare. Nunc condimentum lorem sit amet sem malesuada bibendum. Maecenas ligula velit, iaculis non tincidunt ac, faucibus eget tellus. Pellentesque et velit auctor dui consequat porta. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Nullam molestie auctor varius. Ut vitae diam non nulla pretium commodo at ac purus. Nullam quis magna eu quam porta faucibus sit amet vitae metus.

Cras aliquet ullamcorper rutrum. Mauris ut purus est. Aenean metus lorem, faucibus quis gravida vel, suscipit ut est. Duis nec turpis vel magna feugiat dapibus. Integer vitae ligula a metus rutrum varius. Integer vestibulum, mi sed malesuada mollis, enim orci molestie nulla, ut porttitor nibh mauris non orci. Vestibulum erat eros, vulputate et consequat vitae, ullamcorper sed nisi. Donec scelerisque ipsum mi, nec accumsan nunc. Curabitur suscipit diam odio. Integer rhoncus pretium nisl sit amet faucibus. Phasellus odio odio, convallis eu sagittis in, ultricies vel sapien.

vocal is suck

Vocal is suck

Vocal is shit

wannabe…

F**K

เอก maleroseผมมักเจอคำนี้อยู่บ่อยๆ
มันเหมือนฝันร้ายที่มันฝังอยู่ในหัว
ผมเก็บทุกคอมเม้นมาพัฒนา

และมัน

ทำให้ผมคิด ไปถึงในวัยเด็ก ว่าทำไม ผมถึงไม่รู้ตัวว่าชอบอะไร
ในตอนเด็กผมฝันอยากจะเป็นนักบิน แต่โตมาหน่อยฝันก็เปลี่ยน
อยากเป็นนักวาดรูปแทน ตอนนั้นก็มีได้รางวัลเหมือนกันนะ วาดรูปจนถึงมัธยม3
ฝันก็เปลี่ยนอีก อยากเป็นนัก skateboard แต่ในช่วงนั้นก็มีโอกาศได้ร้องเพลงหน่อย
อิทธิพลมาจากการเล่น skateboard นี่แหละ ทำให้ผมติดใจ แนวเพลงหลายๆอย่างในตอนนั้น

แต่ในช่วงนั้นที่ฟังบ่อยๆ ก็เห็นจะเป็น Limpbizkit ผมไปซื้อเทปรวมฮิตชุดนึงเป็นสากลหมด แล้ว1ในนั้นมีเพลง rollin

ผมก็ไม่รู้จักนะ ว่าเพลงวงอะไร ก่อนหน้านั้นไม่เคยได้ร้องเพลงเลย ผมก็เลยหัดๆร้องดู เพื่อนผมก็เหมือนจะได้ยินพอดีเลยแนะนำ

ให้ไปซื้อทุกชุด จากนั้นผมก็เริ่มๆสนิทกับเพื่อนคนนั้น ผมมีเทปของ limpbizkit ทุกชุด 199บาทมั้งนะตอนนั้น เทปนะ 55

พอไปบ้านมันนี่โห มีแต่เพลง Metal ตอนนั้นผมไม่รู้นะว่า Metal คืออะไร pop คืออะไร ช่วงนั้นก็เลยได้มีโอกาศศึกษาแนวเพลงนิดหน่อย แล้วเพื่อนก็ตั้งวงเล่นกันแบบเกรียนๆ ตอนนั้นผมได้แต่ดูเค้าร้องเพลงนะ ผมไปห้องซ้อมทุกครั้งอะ แต่ไม่เคยได้ร้อง55 ได้ร้องตอนเวลาจะหมดอะไรทำนองนั้น จนวันนึงเพื่อนผมมันอยากเล่น linkinpark ช่วงนั้นผมก็ชอบอยู่พอดีเลยเอาเลย

พอมีจัดเล่นดนตรีที่โรงเรียนเท่านั้นแหละ วงผมวงสุดท้ายเล่น LP ได้ 3เพลง คนเดินออกหมดเลย เลิกเรียนพอดีบวกกับเพลงสากลซึ่งเค้าไม่ฟังกัน แต่ตอนนั้นอุดมการของทุกคนที่ได้สัญญาไว้คือ ถึงจะเหลือคนดูแค่1คนเราก็จะเล่นให้เต็มที่ ตอนนั้นเหลือคนไม่ถึง 20 เลยมั้ง จากเต็มทั้งโรงยิม -_-” แต่เราก็ใส่กันไม่ท้ออะ ไม่มียืนแข็งนิ่งๆหรือเล่นเหมือนคนไม่อยากเล่น เราใส่ไปตามอารมเพลง

ตอนนั้นผมมีนักร้องสองคนนะ อีกคนนึงร้องเชสเตอร์ ผมร้องไมค์ชิโนดะ

จบจากตอนนั้นก็ห่างหายไปนานนมาก ช่วงนั้นชีวิตไร้สาระ จับจุดอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าชอบหรืออยากเรียนอะไรด้วยซ้ำไป

จนจบ ม6 ผมได้มาร้องอีกเพลง เพลงเดียว ชื่อว่า ไม่มีเธอ ของ เรสโทสเป็ก ผมชอบเพลงนี้มากเลย เพื่อนผมไปเจอมาอีกแหละ ผมรู้เรื่องเพลงน้อยมาก

เอาเป็นว่า ผมไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะเป็นนักร้อง เพราะผมคงจบทุกอย่างที่นั่นคงไม่มีอะไรอีกแล้ว

แต่ก็นะ

จากที่ผมอยู่เฉยๆ ประมานสองปี เรียนมหาลัยก็ไม่ใช่คณะที่เราชอบแต่แค่อยากเรียนให้จบๆ

เลยหาอะไรทำดูแก้เซ็งๆ ตอนนั้น ฝึกเต้น ดงบังชิงกินะ 55 ประมานปีนึง พอไปเจอทีม แล้วเต้นได้สักพักผมว่ามันไม่ใช่อะ เราไม่ชอบแบบนี้ อะไรไม่รู้สักอย่าง ทำให้วันนั้นไปเจอบล๊อกแห่งนึง

มีตัวอย่างเพลงของ Gazette แค่หน่อยเดียว ทำเอาเราคลั่งแทบเป็นแทบตาย นี่แหละะ ที่หามานาน ใช่เลยๆๆๆ ผมเพิ่งจะมารู้จัก J-rock ก็เมื่อตอนนั้น ผมก็เลยเริ่มหัดร้องเพลง คิดว่าผมร้องได้มั้ย ผมร้องไม่ได้ 555 ตอนเด็กๆผมเสียงสูงนะ พอโตมาเสียงต่ำ และก็ไม่ได้เรียนร้องเพลงมา เร้นเสียงก็เลยต่ำๆแบบนี้ แต่ผมก็จิงจังกับมัน จะร้องให้จงได้ มันก็ไม่ง่ายเหมือนคิด

คุณไม่มีเทคนิค คุณไม่มีคนสอน คุณไม่มีพื้นฐาน เค้าร้องแหกปากแต่เค้าไม่เจ็บคอเพราะเค้ามีเทคนิค แต่เราเจ็บคอเพราะเราไม่มีเทคนิค แถมเสียงมาจากคอล้วนๆ แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะไม่รู้ร้องให้ใครฟัง ร้องเพื่ออยากปลดปล่อย ร้องเพราะเราชอบ

ผ่านไปเกือบครึ่งปี มีเพื่อนมาชวน ไปร้องเพลงญี่ปุ่นได้ตัง ผมก็คิดแค่ว่าหาประสบการเล่นๆ ร้องก็ไม่ค่อยได้ หลังจากวันนั้นแล้ว

ความรู้สึกผมเปลี่ยนไป ผมอยากทำแบบจริงๆจังๆ ผมไม่ได้ฝันไว้ไกล ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า ผมอยากเล่นวงที่ผมชอบในใจผมและอยากแชร์วงดนตรีที่ผมชอบ ให้คนอื่นได้ฟัง เผื่อบางคนอาจจะชอบเหมือนเราแล้วร่วมก๊วนกัน ผมคิดแค่นั้น

ทำมาได้สัก ปีกว่าๆ เราก็มองหาทางอื่น ที่จะพัฒนา หรือ ก้าวไปอีกหน่อย เพราะเราคงไม่โคฟเวอร์ไปจนแก่ตายแน่นอน555

ก็เลยลองไปประกวดดูมั่ง ก็ได้คอมเม้นกลับมา การที่มีคอมเม้นก็เหมือนการที่เราจะได้รับการบ้านแล้วกลับไปฝึกให้ตรงจุด

ผมชอบนะ คอมเม้นแบบตรงจุด ว่าต้องแก้ตรงไหนๆ

และอีกไม่นานผมก็ ต้องแต่งเพลงเข้าห้องอัด

ผมตกใจตัวเองว่า เร็วไปมั้ย

ในสมองผมคิดว่า ผมควรจะเรียนร้องเพลง สัก3ปี อย่างจริงจัง แล้วกลับมาร้องมันก็ยังไม่สายแล้วมันจะได้คุณภาพกว่า

ผมไม่อยากดูถูกคนฟังโดยที่ว่า อยู่ดีดีก็มาร้องแล้ว ให้ติดตามการพัฒนา -_-” ถึงจะบอกว่าร้องมาด้วยใจก็เถอะแต่มันก็ไม่ใช่ข้ออ้าง

เพราะนักร้องทุกคนก็ร้องมาด้วยใจทั้งนั้นแหละ แต่ในที่สุดผมก็ต้องจำใจทำแบบนี้ออกไปแบบนี้

เพราะทุกคนคงไม่อยากรอ คงไม่มีใครรอเพื่อผม ตั้ง3ปี

(สำหรับบางคนมีพรสวรรค์มาแต่เกิด ก็ดีคับ ผมอิจฉานะ เพื่อนผมอะเสียงดีมากมีพรสวรรค์ที่จะเป็นแต่เค้าไม่อยากเป็น)

และทุกอย่างที่เร็วไปใช่ว่าจะดี เสมอไป

ผมมักไม่เข้าใจเพื่อนๆเสมอว่า จะรีบไปไหนทั้งๆที่ไม่พร้อม จะรีบโปรโมทอะไรทั้งๆที่ยังไม่มีอะไรเลย

ผมชอบความพร้อมและแน่นอนนะ หากไม่มีความพร้อมแล้วไปคุยฟุ้งโปรโมทก่อน พอไม่มีจริงๆ คนก็ขี้เกียดจะติดตาม

เพราะเอาแน่นอนไม่ได้

อีกอย่างผมได้ข้ามเบสิกไป ผมก็คิดอยู่เสมอมาว่าสักวันมันต้องส่งผลกระทบสักอย่างร้ายแรง

เพราะเวลาร้องเพลงผมรู้ดีแก่ใจตลอดว่า ผมเองร้องเพลงแบบผิดๆ แต่ก็ต้องตะบี้ตะบันร้องไปต่อ เพราะไม่รู้นิร้องถูกๆยังไง 55

(เวลาดูเอเอฟ ผมก็หัดตามไปด้วยนะ บางทีก็รู้สึกอิจฉานะคับ เรียนร้องเพลงทุกวันเลย55 ฝึกหนัก เหมือนค่ายทหาร ผมชอบ)

ผมคิดว่าการร้องเพลงคนอื่นให้เพราะ ไม่สำคัญเท่ากับ การที่ได้ร้องเป็นเสียงของเราสไตล์ของเราแล้วมันจะเพราะด้วยสไตล์ของเราเองบางคนค้นหาเสียงตัวเองสไตล์ของตัวเองมาเป็นปีๆ

ฉะนั้นจงอย่าเทียบ คนนี้ กับ คนนี้ ว่าใครร้องเพราะกว่าใคร เพราะต่างคนต่างชีวิตต่างแนวทาง เสียงก็ต่างกัน

เช่น ผมฟังเพลงป๊อปคลาสสิกแล้วผมไม่รู้สึกว่าเพราะ แต่ผมฟัง Metal แล้วผมรู้สึกว่าเพราะ จบมั้ยคับ

แต่ตอนนี้ผมก็ได้เรียนมาบ้างแล้ว ว่าควรจะร้องยังไง ออกเสียงยังไง ทุกอย่างถูกนับ1 ใหม่ เริ่มตั้งแต่หายใจ

ทำเอาผมสับสนไปช่วงนึง ผมแยกเสียงแท้จริงตัวเองออกมาไม่ได้ เพราะผมติดการร้องสไตล์คนอื่นมา

ผมพยายามเรียนรู้เพิ่มเติม ทั้งยูทูป และคนรู้จักใกล้ตัว ที่ร้องเพลงเก่งมาช่วยสอน

แต่ทุกอย่างมันต้องขึ้นอยู่กับเวลา จิงๆ นี่ผมยังเรียนไม่ถึง1ปีเลย -*- ผมก็กดดันตัวเองทุกวิธีแล้วมันไม่ก้าวกระโดด แต่มันได้ทีละนิดๆ จิงๆคับ

ใช่ว่า อุปสรรคผมจบเท่านี้ซะที่ไหน

อุปสรรคที่ผมอึดอัดที่สุดคือ ห้อง ห้องผมไม่อำนวยสักเท่าไหร่ เหมือนต้องแอบๆเป็นเวลา มากไปก็โดนโทรมาด่า-*-

ส่วนพวกกี้ต้า สบายคับ ซ้อมในหูฟัง

แล้วยิ่งอยู่กับคนอื่นผมจะอึดอัดมาก เพราะผม ต้องการความส่วนตัวในการฝึกซ้อม

เรื่องเรียนก็เป็นปัญหาในบางที ที่เวลามีงานมักตรงกันกับเวลาสอบ และหลายคนก็มักไม่เข้าใจ

ปีหน้าผมอยากจะย้ายที่อยู่ใหม่ แต่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะไปอยู่ไหนที่มันสามารถร้องเพลงได้อย่างเต็มที่ เพราะผมไม่อยากเป็น

Vocal is suck

สิ่งที่พวกคุณยังไม่รู้เกี่ยวกับ MaleRose และอีกหลายๆวง

คุณเคยทราบ รึปล่าวว่า กว่าจะได้มา cover เล่นบนเวที ต้องอะไรขนาดไหน

แต่ขอเล่าถึงเมื่อก่อนหน่อย อย่างวงผมเนี่ย เมื่อก่อน cover the gazette + cosplay ด้วย
ถามว่า เล่นอย่างเดียวไม่ได้หรอ เสื้อยืดเกงยีน ก็พอแล้ว
ก็ได้นะ แต่ คุณอยากจะดูอะไรใหม่ๆกันบ้างมั้ยอะ เราก็ตั้งใจอยากจะจำลอง live มาเล่นกันให้ดูกันเลย
ก็ลงทุนตัดชุดเองอะไรหลายๆอย่าง เพื่อที่ให้คนข้างล่างสนุกไปกับพวกเรา และได้เห็นถึงความตั้งใจ
ความตั้งใจของผมในตอนนั้นคือ อยากให้ j-rock และ วงที่ผมชอบ the gazette เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น
เผื่อวันนึง แค่หวังว่า พวกเค้า จะมาเล่นที่ไทยบ้าง

อะมาดูกัน ว่า มันต้องขนาดไหน

1. การหาสมาชิกวง ต้องบอกว่า เป็นอะไรที่หายากสุดๆ ที่หายากเพราะ คนที่จะมาเล่นตรงนี้ได้
มันต้องใจรัก เท่านั้น ถ้าใจไม่รักก็ฝืนได้ไม่นานหรอก

2. ต่อจากเมื่อกี้ว่าทำไมต้องใจรัก เพราะ การที่จะมาเล่นในสาย j-rock โดยหวัง เงินหรือค่าตอบแทน
ผมตอบเลยว่าไม่ได้เงินครับ อยากเล่นแบบนั้นแนะนำให้ไปเล่นผับเถอะ

3. คุณต้องทำกันเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ออกแบบชุด ตัดชุด แต่งหน้า ทำผม แค่นี้อย่าเพิ่งท้อเพิ่งบ่นนะยังมีอีกหลายๆข้อ

4. คุณต้องซ้อมหนักมาก อาทิตย์นึงสาม ถึง สี่รอบ ก่อนขึ้นงาน ถ้าช่วงไม่มีงาน อาทิต ละครั้งสองครั้ง แล้วค่าใช้จ่ายหละ ออกเองครับ

5. เมื่อถึงเวลาขึ้นเล่น ต้องเต็มที่ เล่นเหมือนเค้าจ้างมาเป็นแสน แต่จริงๆ เล่นฟรีครับ 55

6. คุณต้องทนกับกระแสตอบรับ ต่างๆนาๆ บางคำพูดคุณอาจจะฟังแล้วแทบร้องไห้เลยทีเดียว ก็ในเมื่อเราตั้งใจขนาดนี้แล้ว สุดท้ายก็โดนด่าอยู่ดี
ต้องเข้าใจว่า อะไรที่ แหวกออกมา หรือโดดเด่นออกมา ในประเทศไทย มักไม่ยอมรับ และชอบด่าเพื่อความสะใจ
และก็ ชอบอ้างถึง วัฒนธรรมไทย สรุปจะทำดนตรี ก็ต้องมีกรอบ อีกหรอเนี่ย เหอๆๆ

7. เมื่อคุณมาถึงจุดๆนึง อยากจะมีเพลงเป็นของตัวเองบ้าง ก็ทำได้ครับ แต่ก็ทำกันเองอีกหละครับ

8. เมื่อคุณทำเพลง ตัวเองออกมาแล้ว ก็ต้องมีคนชอบ มีคนเกลียดเป็นธรรมดาครับ

9. เค้ามักจะหาว่าเราก๊อปคนนั้นก๊อปคนนี้ ก๊อปสไตล์อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง
ไม่มีใครที่จะกลั่นอะไรมาจากฟ้าได้หรอกครับ ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่มีแรงบัลดาลใจ จากไอดอลกันทั้งนั้น
และไอ reference เนี่ย เค้าทำกันทั้งโลกครับ แต่มันอยู่ที่คุณจะเลือกมา แล้วก๊อปแบบน่าเกลียด กับ
เลือกมาเพื่อเป็นแรงบัลดาลใจ มันต่างกันครับ กฏหมายลิขสิทธิ์เค้าก็มีครับ
นักดนตรีหลายๆคนก็หมดกำลังใจนะครับ แบบ กูทำเองแต่งเองมาแทบตาย แล้วมาบอกคำเดียว ก๊อป -*-

10. หลายคนอ่านแล้วอาจจะถามว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นทำไปแล้วได้อะไร ไม่เห็นมีอะไรกลับคืนมาเลย
ผมว่า คนที่เล่นดนตรีในสายนี้ น่าจะตอบกันได้นะคับ ^^”

สามารถเพิ่มเติมได้ต่อจากนี้นะคับ

เอก malerose
สมัยนานมาแล้วครับ ชุด ไลล่า อยู่เลย

เกิดอะไรขึ้นกับคนไทย(บางคน)

เอก
พอดี เอก ไปอ่านเจอมา ในเวปนึง เลยเก็บเอามาฝากครับ
ผมว่ามันก็เป็นอย่างที่เค้าว่าๆกันนะแหละนะ

เอก เองเวลาซื้อของก็ไม่ค่อยต่อราคาหรอก
เพื่อนก็ด่าอีก โง่ ทำไมไม่ต่อราคา เนี่ยเค้าได้กำไรเยอะจะตาย
แต่ไม่คิดหรอว่า ไหนจะค่าเช่าที่ ค่ากิน ค่ารถ ค่าขนของ กำไร หน่อยเดียวแหละ
แต่บางร้านก็ขายแพงโอเวอร์เกิน อันนั้นเรารู้ เราจะไม่ซื้อ

อะลองอ่านกัน

ผมออกมาไปซื้อกับข้าว พอออกมาหน้า อพาตเม้นต์ เจอ ลุกแก่ๆคนหนึงปั่นรถจักรยานขายพวกไม่กวาด ที่โกยผงไม่ขนไก่ อะไรพวกนี้ ผมกำลังจะเดินผ่านไปพอดี เลยถามดูจะซื้อไม่กวาดดอกหญ้าสักอัน ทันใดนั้น มี โตโยต้า แคมรี่ สีขาวมาจอด มีคนลงกระจกทางด้านซ้ายลงมา ถามลุงแกว่าที่โกบผงอันละเท่าไร ลุงแกบอกว่า 60 บาทครับ ผู้หญิงวัยกลางคน คนนั้นบอกว่าเอา 2อัน อันละ 50 ได้ไม่ (ในใจผมโห นั่งแคมรี่ 20 บาทยังจะต่ออีก) ลุงแกบอกว่า 55 ละกัน แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ยอม จะเอา 50 อย่างเดียวเลย ต่อกันไปกันมาอยู่สักพัก รถคันหลังเริ่มมา ผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่าเร็วๆจะไปแล้ว ถ้าไม่ได้ 50 ไม่เอานะ ผมเดินไปข้างลุงแกบอกลุงแกว่าเดียว 20 ที่เค้าต่อผมจ่ายให้เอง สุดท้ายผู้หญิงคนนั้นก็ได้ไปในราคา 50 บาท 2อัน 100 บาท ผมซื้อไม้กวาดมา 1อัน 60 บาท ให้ลุงไป 80 รวมค่าที่ผู้หญิงคนนั้นต่อด้วย แต่ลุงแกยังทอนมาให้ ผมอีก 10 บาท แกบอกว่าไม่เป็นไร แกขอ 10บาทพอจะเอาไปซื้อน้ำสักขวด   ผมก็เดินคุยกับลุงไปสักกระยะลุงแกบอกว่าเจอบ่อยๆพวกคนรวยๆแล้วชอบต่อทีละ 5 บาท 10 บาท ลุงแกบอกอีกว่า แกขายให้คน ธรรมดาพอมีพอกิน ได้ดีกว่าีก คนพวกนี้เค้าเข้าใจคนจนๆ เค้าไม่ต่อหรอก และผมก็เดินไปในร้านขายข้าว ชวนลุงแกกินข้า แก่ไม่กินแกบอกว่ากินมาแล้ว และแกก็ขอบใจผม และก็จากไป

ผมไม่เข้าใจจริงๆ ดูจากฐานะก็รวยมีเงินใช้ แต่เงินแค่ 10 หรือ 20 บาท ให้กับคนจนที่เค้าทำมาหากินอย่างสุจริต มันให้กันไไม่ได้เหรอ ที่เอาไปซื้อ ของไฮโซ แบรนแนมต่างๆ ไปกินเหล้า ไปกินร้านหรูทีหนึงตั้งหลายพันบาทไม่เห็นจะบ่น
อ๋อ หรือ ผมลืมไป ซื้อ ที่โกยผง มันจ่าย บัตรเครดิส ไม่ได้ เลยไม่ได้แต้สสะสมจริงเสียดายเงิน

เอามากจาก บาคาร่าคลับ

เรียนหนัก

เอก

ผมยอมรับว่าผม เรียนค่อนข้างห่วย เลยแหละ
จริงๆผมก็เรียนจบหมดแล้วนะ แต่เกรด ไม่ถึง
แสดงว่าห่วยจริงๆ

แต่ก็ต้องมองอีกด้านนึงว่า เพราะอะไร

จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ได้เรียน อย่างเดียว
ถ้าเรียนอย่างเดียวผมจบไปแล้ว

ผมทำอย่างอื่นด้วยมากมาย
ทั้งเรื่องดนตรี ดูแลเวปไซด์ ปรับปรุง สร้างใหม่
แล้วส่วนใหญ่เวลาผมทำพวกนี้เรียกว่า ทำทั้งวันทั้งคืน

จะว่าเหลวไหล ก็ไม่รู้สิ
เที่ยวก็แทบไม่ได้เที่ยวเลยนะ ห้างก็แทบจะไม่ได้ไป
เงินหมดไปกับค่ารถที่ไปเรียนมากกว่า บางวันเงินไปเรียนไม่มีก็ไม่ไปละ
ไปกลับแทบจะสองร้อย -*- เหอๆ

ตอนนี้ผมก็ยัง เรียน รีเกรด จะได้จบๆสักที
เพื่อนผมจบมายังไม่มีงานทำกันสักกะคน
ผมมองว่าที่เรียนมา เรารู้สึกเหมือนสินค้าส่งออกยังไงไม่รู้นะ
เรียนเหมือนๆ กัน ปั้มคนๆๆ เข้าสู่ตลาด บริษัท ทำงานเดิมๆ
ผมว่า น่าเบื่อนะ เป็นผมเซ็งตายห่า เป็นมนุษย์เงินเดิม วงจนชีวิตซ้ำซาก

สู้ทำแอดเซ็น อเมซอน อีเบ นั่งอยู่บ้านก็ได้ตัง ยังจะเมพกว่า

ยังไงเทอมหน้า ก็ต้องจบให้ได้หละ จะได้ไปทำในสิ่งที่อยากทำเต็มที่สักที
ปริญญาสำหรับผม มันไม่มีค่าหรอก บอกตรงๆ
แต่มันอาจจมีค่าตอนไปสมัครงานมั้งนะ เหอๆ